‘หูอื้อ’ ทุกทีเวลาที่ขึ้นเครื่องบิน จะแก้ไขยังไงได้บ้าง ?

'หูอื้อ' ทุกทีเวลาที่ขึ้นเครื่องบิน จะแก้ไขยังไงได้บ้าง ?

เป็นปัญหาแก้ไม่ตกอยู่เหมือนกันว่าทำไม๊ทำไมเวลาที่เราขึ้นบินแล้วต้องมีอาการหูอื้อตามมาด้วยนะ ซึ่งเท่าที่ได้ไปค้นคว้าข้อมูลก็ทำให้รู้ว่า ปกติแล้วในร่างกายของเราจะมีท่อที่เรียกว่า ยูสเตเชี่ยน มีหน้าที่คอยปรับความดันของหูชั้นกลางให้เท่ากับบรรยากาศภายนอก เมื่อไหร่ที่ท่อนี่ทำงานผิดปกติไป จะทำให้เกิดอาการหูอื้อ มีเสียงดังในหู ปวดหู ไปจนถึงอาการปวดหัวแบบบ้านหมุนได้ อย่างตอนที่เราเข้าลิฟต์เพื่อขึ้น หรือลงเร็วๆ อาการปวดหู หูอื้อก็จะตามมา โดยในวันนี้เราจะไม่ได้มาบอกแค่วิธีแก้อาการหูอื้อเท่านั้น แต่ยังคลอบคลุมถึงขั้นก่อนที่เราจะเดินด้วยทางเครื่องบินเลยล่ะด

ทำยังไงดีถึงจะมีอาการหูอื้อเวลาที่ขึ้นลงเครื่องบิน ?

1. เพื่อการเดินที่ทางเพลิดเพลิน ต้องป้องกันไม่ให้ตัวเองเป็นหวัด ด้วยการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่จะทำให้ภูมิต้านทานของร่างกายลดลง เช่น มีความเครียด พักผ่อนไม่เพียง ไปอยู่ในพื้นที่ที่มีอากาศเย็นมากจนเกินไป ดื่มน้ำเย็นจัด ตากฝน หรืออยู่ในสภาวะอากาศที่มีความแปรปรวน เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ตลอดจนการอยู่ใกล้กับคนที่ไม่สบาย เพราะอาจทำให้เราได้รับเชื้อจากคนรอบข้างได้

สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคทางจมูก อย่าง โรคไซนัสอักเสบเรื้อรัง ต้องระวังและป้องกันเป็นอย่างมากเพื่อไม่ให้อาการที่เป็นอยู่กำเริบ หลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีฝุ่นควัน หรือพื้นที่ที่อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เพราะหากเกิดการอักเสบภายในโพรงจมูก ก็จะส่งผลถึงรูเปิดท่อยูสเตเชี่ยนที่อยู่ด้านหลังโพรงจมูก เป็นเหตุให้ระบบการทำงานผิดปกติไป ทำให้เกิดอาการหูอื้อในเวลาต่อมาได้

2. หากมีอาการทางจมูก อย่าง คัดจมูก มีน้ำมูกไหล หรือจาม และจำเป็นที่จะต้องขึ้นเครื่องบิน แนะนำให้ใช้ยาเพื่อบรรเทาและระงับอาการที่เกิดทางจมูก อาทิ ยาแก้แพ้ ยาพ่นจมูก หรือยาหดหลอดเลือด ร่วมกับการล้างจมูก หรือสูดไอน้ำร้อน เพื่อเป็นการบรรเทาให้อาการอักเสบภายในจมูกลดน้อยลง เยื่อบุรอบๆ รูเปิดท่อยูสเตเชี่ยนก็จะไม่บวมและสามารถกลับมาทำงานตามปกติได้เร็วขึ้น ประกอบกับการกินยาก่อนขึ้น หรือลงเครื่องบินประมาณครึ่งชั่วโมง หากเป็นยาพ่นก็ควรพ่นก่อนขึ้น หรือลงเครื่องบินประมาณ 5 นาที

3. ทำให้ท่อยูสเตเชี่ยนเปิด หรือปิดการทำงานอยู่ตลอดเวลาที่เครื่อบินกำลังขึ้น หรือลง อาทิ การเคี้ยวหมากฝรั่งเพื่อให้มีการกลืนน้ำลายบ่อยๆ การกลืนน้ำลายจะช่วยเปิดและปิดท่อยูสเตเชี่ยนได้ ส่วนวิธีอื่นๆ เช่น บีบจมูก 2 ข้าง กลืนน้ำลาย 1 ครั้ง ท่อยูสเตเชี่ยนจะปิด เอามือที่บีบจมูกออก กลืนน้ำลาย 1 ครั้ง ท่อยูสเตเชี่ยนจะเปิดและปิด หมายเหตุ ในขณะที่เรากำลังเป็นหวัด หรือมีการติดเชื้อภายในจมูก ไม่ควรที่จะเอามือบีบจมูกและเป่าลมให้เข้ารูเปิดของท่อยูสเตเชี่ยน เพราะอาจทำให้เชื้อโรคในจมูกเข้าไปสู่หูชั้นกลางได้

4. หากเราป้องกันปัจจัยที่อาจทำให้เกิดหูอื้อทั้งก่อนขึ้นและลงเครื่องบินแล้ว แต่ยังมีอาการทางหูอยู่ แนะนำว่าอาจพ่น หรือหยอดยาหดหลอดเลือดเข้าไปในจมูกได้อีกทุก 10 – 15 นาที และพยายามทำให้ท่อยูสเตเชี่ยนเปิด/ปิดการทำงานอยู่ตลอด ฉะนั้น การพกยาหดหล่อนเลือดชนิดพ่นติดตัวเอาไว้ขณะเดินทาง จึงเป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ หรืออาจพกยาชนิดรับประทานเอาไว้เพิ่มเติมได้ด้วย

ต้องท้องเสียแบบไหน ถึงต้องกินยาฆ่าเชื้อ ?

ต้องท้องเสียแบบไหน ถึงต้องกินยาฆ่าเชื้อ ?

ถึงแม้ว่าตอนนี้ฝนฟ้าจะร่วงกระหน่ำตกลงมาอย่างบ้าคลั่ง ซึ่งก็เป็นสัญญาณการผ่านไปของหน้าร้อน ถึงแม้สภาพอากาศจะปลี่ยนไป แต่ก็ยังมีโรคบางโรคที่เป็นผลเสียสุขภาพของเราไม่ได้ติดตามอากาศร้อนออกไปด้วย อย่าง โรคท้องเสียท้องร่วง เนื่องจากอากาศที่ร้อนเป็นต้นเหตุทำให้อาหารบูด อาหารเสียได้เร็วกว่าเดิมที่ควรจะเป็น บางคนก็กินเข้าไปโดยที่ไม่รู้ จนเกิดอาการท้องเสียแบบไม่ทันตั้งตัว

ตามความเข้าใจที่ทำต่อๆ กันมา ผู้ป่วยที่มีอาการท้องเสียนั้นคิดกันว่าหากท้องเสียก็ต้องกินยาฆ่าเชื้อ เพื่อที่ตัวยานั้นจะได้เข้าไปกำจัดเชื้อต่างๆ ที่อยู่ภายในลำไส้ทำให้หยุดถ่าย แต่ต้องขอบอกเอาตรงนี้เลยว่า เวลาที่เรามีอาการท้องเสีย ไม่จำเป็นต้องกินยาฆ่าเชื้อทุกครั้งไป จะยังไง ลองมาดูไปพร้อมๆ กัน

ท้องเสียแบบไหน ถึงต้องกินยาฆ่าเชื้อ

  1. ถ่ายเป็นเลือด มูกเลือด หรือถ่ายออกมาเป็นน้ำซาวข้าวแค่ครั้งเดียวภายใน 24 ชั่วโมง
  2. ถ่ายเหลว มาพร้อมๆ กับอาการไข้ที่ขึ้นสูง
  3. ถ่ายเหลวจนผิดปกติตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไปภายใน 24 ชั่วโมง

แต่ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการท้องเสียอย่างรุนแรง อาทิ อุจจาระมีมูกปน มีกลิ่นเหม็นคล้ายกับหัวกุ้งเน่า มีอาการคลื่นไส้อาเจียน มีไข้ขึ้นสูงกว่า 38.5 องศาเซลเซียส ประกอบกับการที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้ว อาจเป็นเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 3 ปี หรือผู้สูงอายุ โดยมีอาการท้องเสียนานกว่า 48 ชั่วโมง จะต้องรีบไปพบแพทย์โดยด่วยเพื่อเข้ารับการรักษาให้ทันท่วงที ไม่อย่างนั้นผู้ป่วยอาจเป็นอันตรายได้

อย่าซื้อ ! ยาช่วยให้หยุดถ่ายมากินเองเด็ดขาด

เนื่องจากอาการท้องเสียท้องร่วงที่มีการติดต่อเชื้อ อาจรุนแรงจนไปถึงติดเชื้อในกระแสเลือดได้ อาการแทรกซ้อนอื่นๆ ก็จะตามมา หากมีการถ่ายมากจนเกิดอาการช็อกจากการสูญเสียน้ำในร่างกายที่มากเกินไป ก็อาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ เพราะฉะนั้น ไม่ใช่เรื่องที่เราจะมาจัดการปัญหาเหล่านี้ด้วยตัวเอง ควรให้ความสำคัญในการดูแลตัวเอง สังเกตอาการ ไม่ควรละเลยปล่อยให้ตัวเองเป็นหนัก ให้ไปพบแพทย์จะดีที่สุด